คำตอบสั้น ๆ: ช่วงยูนิตที่มักใช้

แต่ละหน้าไม่เหมือนกัน ขนาดกล้ามเนื้อ เพศ อายุ และเป้าหมายล้วนขยับตัวเลข แต่ช่วงที่มักถูกอ้างอิงสำหรับสเกลของ Botox แท้ (onabotulinumtoxinA) คือประมาณนี้:

  • หว่างคิ้ว (รอยขมวด) — มักอยู่ราว 20 ยูนิต
  • หน้าผาก — มักอยู่ราว 10–20 ยูนิต
  • ตีนกา — มักอยู่ราว 10–24 ยูนิตรวมสองข้าง
  • ลดกราม (masseter) — มัก 20–30+ ยูนิตต่อข้าง กล้ามเนื้อใหญ่ใช้มากกว่านั้น
  • ลดเหงื่อรักแร้ — ใช้มากกว่าจุดอื่นชัดเจน มักราว 50 ยูนิตต่อข้าง

ใช้ตัวเลขเหล่านี้เป็นเข็มทิศ ไม่ใช่ใบสั่งยา — ตัวเลขจริงต้องมาจากแพทย์ที่ประเมินกล้ามเนื้อของคุณ และการที่โดสจริงต่างจากช่วงนี้ไปทางใดทางหนึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

"ยูนิต" คืออะไรกันแน่

ยูนิตคือหน่วยวัดฤทธิ์ทางชีวภาพของ toxin — วัดว่าออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อได้เท่าไหร่ ไม่ใช่หน่วยปริมาตร คลินิกจะละลายผงยาโดยผสมน้ำเกลือก่อนฉีด ดังนั้น 20 ยูนิตเท่ากันอาจมาในปริมาณน้ำมากหรือน้อยต่างกันตามการเจือจาง นี่คือเหตุผลที่ "cc" หรือ "ไซริงค์" บอกอะไรเกี่ยวกับโดสโบท็อกซ์ไม่ได้เลย และคลินิกที่บอกราคา toxin เป็น cc แทนที่จะเป็นยูนิต ก็กำลังคลุมเครือกับสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว

ทำไมยูนิตแต่ละยี่ห้อเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

ยูนิตถูกปรับเทียบแยกตามยี่ห้อ Botox (Allergan), Xeomin (Merz) และยี่ห้อเกาหลีใช้สเกลที่พอเทียบเคียงกันได้ แต่ Dysport ใช้สเกลของตัวเอง — การฉีด Dysport จะใช้ตัวเลขยูนิตมากกว่าเพื่อให้ได้ผลเท่ากัน โดยมักอ้างอิงราว 2.5–3 ยูนิต Dysport ต่อ 1 ยูนิต Botox ดังนั้น "300 ยูนิต" ของ Dysport ไม่ใช่การฉีดที่จัดเต็มกว่า "100 ยูนิต" ของ Botox — อาจเป็นโดสเดียวกันในสกุลเงินคนละสกุล

กฎง่าย ๆ ในทางปฏิบัติ: อย่าเทียบจำนวนยูนิตข้ามยี่ห้อ และอย่าเทียบราคาต่อยูนิตโดยไม่มียี่ห้อกำกับ ส่วนยี่ห้อไหนขึ้นทะเบียนถูกต้องในไทย ดูได้ที่รายชื่อยี่ห้อที่ผ่าน อย. ไทยของเรา

ช่วงยูนิตที่มักใช้ตามจุด

ทำไมแต่ละจุดต่างกันมาก? เพราะโดสเดินตามมวลกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหว่างคิ้วเป็นปมแข็งแรงจึงได้โดสค่อนข้างมาตรฐาน กล้ามเนื้อหน้าผากแผ่กว้างแต่บาง จึงใช้น้อยกว่าที่หลายคนคิด — และการอัดโดสหน้าผากมากเกินคือสาเหตุคลาสสิกของคิ้วตก ส่วน masseter คือกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในลิสต์ การลดกรามจึงใช้ยูนิตเยอะที่สุดบนใบหน้าและเห็นผลช้าที่สุด การลดเหงื่อใช้ตัวเลขสูงเพราะเป้าหมายคือผิวหนังบริเวณกว้าง ไม่ใช่กล้ามเนื้อมัดเดียว

ผู้ชายมักต้องใช้ยูนิตมากกว่าผู้หญิงในจุดเดียวกันเพราะกล้ามเนื้อแข็งแรงกว่า และการฉีดครั้งแรกมักเริ่มแบบระมัดระวังแล้วนัดดูผลที่ 2 สัปดาห์ แพทย์ที่เสนอยูนิตน้อยกว่าที่คุณขอ พร้อมแผนเติมทีหลัง มักเป็นคนที่คิดโดสอย่างตรงไปตรงมา

โดส ระยะเวลาผล และหน้าแข็ง

ในช่วงที่เหมาะสม ยูนิตที่มากขึ้นให้ผลแรงขึ้นและมักอยู่นานขึ้น ส่วนโดสต่ำมากจะหมดฤทธิ์เร็ว ตรงนี้ล่อใจให้คนอัดโดสหนัก — แต่ลุคธรรมชาติอยู่ตรงกลาง คือพอที่จะลดการขยับที่กวนใจ แต่ไม่มากจนลบสีหน้าไปทั้งหมด "หน้าแข็ง" ไม่ใช่ปัญหาของยี่ห้อหรือของปลอม แต่คือยูนิตที่มากเกินไปในตำแหน่งที่ผิด

ถ้าผลของคุณจางเร็วผิดปกติทุกครั้ง อย่าเพิ่งซื้อยูนิตเพิ่ม — ให้ตั้งคำถามกับความแท้ของยาและการเจือจางก่อน แล้วอ่านบทความโบท็อกซ์ดื้อของเรา เพราะ "ยูนิตเยอะขึ้น ฉีดถี่ขึ้น" คือแพตเทิร์นที่เพิ่มความเสี่ยงนั้นพอดี

ทำไม "ยูนิตไม่อั้น" ถึงหลอกตา

"ยูนิตไม่อั้น" ฟังดูใจป้ำ แต่ลองคิดเชิงเศรษฐศาสตร์: toxin ของแท้ขายเป็นขวด ข้อเสนอไม่อั้นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อการเจือจาง โดสรวม หรือตัวผลิตภัณฑ์เอง ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด เช่นเดียวกับราคาเหมาต่อจุดที่ไม่บอกจำนวนยูนิต — คุณไม่มีทางรู้ว่ากำลังเทียบหน้าผาก 15 ยูนิตกับ 25 ยูนิตอยู่ คำขอที่ตรงไปตรงมานั้นง่ายมาก: ยี่ห้อ จำนวนยูนิตต่อจุด และราคาของยูนิตเหล่านั้น จากคลินิกโบท็อกซ์ 10 แห่งที่เรารีวิว มีเพียงสองแห่งที่ประกาศทั้งยี่ห้อและราคาต่อยูนิต — ช่องว่างตรงนั้นแหละคือที่อยู่ของความสับสน

คำถามที่ควรถามคลินิก

  • ใช้ยี่ห้ออะไร และแต่ละจุดกี่ยูนิต
  • เป็นยูนิตสเกลของยี่ห้อนั้นใช่ไหม (สำคัญมากถ้าเป็น Dysport)
  • เจือจางอย่างไร และใครเป็นคนกำหนดตำแหน่งฉีด
  • นัดดูผลที่ 2 สัปดาห์ ถ้าไม่เท่ากันทำอย่างไร
  • มี top-up รวมในราคาไหม และกี่ยูนิต

ใช้คู่กับการเช็กของแท้ในเช็กลิสต์โบท็อกซ์ปลอมของเรา — จำนวนยูนิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อขวดเป็นของจริง

สรุป

ยูนิตคือสกุลเงินของโบท็อกซ์ — หน่วยวัดฤทธิ์ยา ปรับเทียบตามยี่ห้อ และใช้จ่ายตามกล้ามเนื้อของคุณ ใช้ช่วงตัวเลขทั่วไปเป็นเข็มทิศ ยืนยันยี่ห้อ + ยูนิต + ราคาพร้อมกันเสมอ ระวังคำว่า "ไม่อั้น" และให้การประเมินของแพทย์เป็นตัวกำหนดตัวเลขสุดท้าย เทียบคลินิกโดยไม่มียูนิตคือการเทียบแบบตาบอด